แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

6 วิธีรับมือไม่ให้ลูกเอาแต่ใจตัวเอง


6 วิธีรับมือไม่ให้ลูกเอาแต่ใจตัวเอง

6 วิธีรับมือไม่ให้ลูกเอาแต่ใจตัวเอง

Attention, เปิดในหน้าต่างใหม่. พิมพ์อีเมล
           เด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 6 ขวบ ลูกของเราจะเรียนรู้แบบลองผิดลองถูก ซึ่งเด็กในช่วงปฐมวัยนี้ยังไม่สามารถใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหา แต่ลูกจะคอยสังเกตการตอบสนองจากคนรอบข้างทั้งพ่อแม่ และผู้ดูแล หากพ่อแม่ที่ไม่รู้มาก่อนว่าลูกของตนนั้นกำลัง "ลองดี" กับตัวเองแล้วละก็ ลูกก็จะเรียนรู้ว่า "ถ้าทำอย่างนี้แล้วพ่อแม่จะยอม" ซึ่งเมื่อเด็กเรียนรู้ไปมากๆ เข้า ก็จะพัฒนากลายเป็นนิสัย และเริ่มรู้ว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ใหญ่ยอมทำในสิ่งที่เขาต้องการนั้นเอง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแล้วพ่อแม่คงต้องเหนื่อยอีกเยอะเลยค่ะ วันนี้เรามีวิธีเตรียมรับมือไม่ให้ลูกเอาแต่ใจตัวเองและรับฟังเหตุผลพ่อแม่

คุณพ่อคุณแม่เคยเจอลูกมีอาการเหล่านี้บ้างหรือเปล่า

  1. เวลาที่ลูกต้องการจะให้พ่อแม่ทำอะไรให้ เช่น กินขนม ซื้อของเล่น พาไปเที่ยว เมื่อไม่ได้ดั่งใจ ลูกก็จะร้องไห้งอแง หนักๆ เข้ามีอาการดิ้นลงไปกับพื้น ชักดิ้นชักงอ สุดท้ายพ่อแม่ก็ต้องยอมทำตามที่ลูกต้องการ
  2. เวลาที่ไปขัดใจลูก เช่น ให้หยุดเล่นเพื่อไปทำกิจกรรมอื่น ลูกก็จะร้องไห้งอแง
  3. เวลาที่พ่อแม่สอนหรือบอกลูกให้ทำอะไร ลูกมักจะต่อต้านหรือไม่ยอมทำตาม

สาเหตุที่ลูกมีอาการเหล่านั้นเพราะ

  1. นับตั้งแต่ลูกเกิดออกมา ลูกของเราก็จะมีการเรียนรู้ เช่น เมื่อตัวเองรู้สึกหิว เมื่อร้องไห้แล้วมีน้ำนมให้กิน เด็กก็จะเรียนรู้ว่า อ้อ.. ถ้าหิวให้ร้องไห้นะ เดี๋ยวจะมีน้ำนมมาให้กินอิ่มอร่อย
  2. เมื่อลูกเรียนรู้ว่าทำแบบไหนแล้วได้ผล แต่เมื่อทำซ้ำแล้วยังไม่ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ ลูกก็จะเพิ่มความรุนแรงของการกระทำขึ้นไปอีก เช่น ครั้งแรกพ่อแม่พาไปเที่ยวแล้วซื้อของเล่นหรือขนมให้ลูกกิน เมื่อพาลูกออกไปอีก ลูกก็จะให้เราซื้อขนมหรือของเล่นเพิ่มให้ เมื่อไม่ได้ลูกก็จะร้องไห้ หากการร้องไห้ครั้งนี้ทำให้พ่อแม่ใจอ่อนจนทำตามสิ่งที่ลูกต้องการ ลูกก็จะเรียนรู้และเข้าใจไปเองว่า "ทำแบบนี้แล้วพ่อแม่จะยอม"
    เมื่อวันต่อๆ ไปอยากจะได้อะไร ลูกก็จะนำกลับไปใช้มุขเดิม คือ ร้องไห้งอแง ถ้าไม่ได้ ลูกก็จะร้องไห้หนักขึ้น ดังขึ้น มีอาการลงไปนั่งชักดิ้นชักงอ หากพ่อแม่ยอมตามใจลูก ลูกก็จะจดจำไปอีกว่า "ถ้าทำแบบขั้นที่ 1 ไม่ได้ ก็ทำแบบขั้นที่ 2 นี้ แล้วพ่อแม่จะยอมฉัน"
    ยิ่งพ่อแม่เห็นลูกร้องไห้งอแงแล้วก็ตามใจ หรือพูดโอ๋ลูก ลูกก็จะยิ่งจดจำว่า ทำสิ่งนี้แล้วจะมีคนรัก คนเอาใจ ซึ่งเด็กทุกๆ คนจะเรียนรู้เองตามธรรมชาติ ทำให้ยิ่งโตขึ้น ลูกจะยิ่งเอาแต่ใจมากขึ้น และหากขัดใจ ก็จะร้องไห้หรือมีพฤติกรรมที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

ทางแก้ไม่ให้ลูกเอาแต่ใจตัวเอง

  1. ต้องทำความเข้าใจกับธรรมชาติของลูกให้มากว่าลูกในวัยนี้ (ช่วง 6 ขวบแรก) นั้น หากพ่อแม่สอนและฝึกไม่ตามใจลูกทุกครั้งที่ร้องไห้งอแง ลูกจะโตขึ้นมาโดยไม่ติดนิสัยเหล่านี้
  2. ให้ลูกหัดเรียนรู้การช่วยเหลือตัวเอง เช่น พ่อแม่อาจจะเริ่มฝึกลูก (เริ่มตอน 2 ขวบ) ให้เริ่มใส่เสื้อผ้าเอง, กินข้าวเอง, ดื่มน้ำจากแก้วเอง ฯลฯ และควรพาลูกไปเล่นกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน เมื่อลูกไปเจอกับเพื่อนในวัยเดียวกัน ลูกจะเรียนรู้การแบ่งปัน การได้รับและการให้
  3. เวลาที่ลูกร้องไห้เมื่อไม่ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ (ประเภทลงไปนั่งดิ้นชักกระตุกๆ ที่พื้น) สิ่งแรกที่พ่อแม่ต้องทำคือ การเข้าไปอุ้มลูก กอดลูกไว้ โดยไม่ต้องไปโวยวาย ไปดุด่าว่าลูก แค่กอดลูกไว้เฉยๆ แล้วพาลูกออกมาจากสิ่งที่เขาต้องการ เช่น ร้านขนม ร้านของเล่น
    การกอดลูกเอาไว้เฉยๆ โดยที่พ่อแม่ไม่ดุ ไม่ด่า ไม่ว่าอะไรลูก เมื่อลูกร้องไห้จนเหนื่อยและไม่เห็นสิ่งเร้า (สิ่งที่ตัวเองอยากได้ เช่น ขนม ของเล่น ฯลฯ) สักพักลูกก็จะลืมไปเอง ซึ่งเมื่อลูกอารมณ์เริ่มดีขึ้น พ่อแม่ควรสอนลูกว่าเหตุใดพ่อแม่จึงไม่ซื้อหรือทำสิ่งนั้นให้ลูก แต่ไม่ควรไปดุด่าลูกอีก แค่บอกเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ทำหรือซื้อสิ่งนั้นให้ก็พอค่ะ
    โปรดจำไว้ว่า แม้ว่าลูกจะยังเล็ก จะไม่เข้าใจเหตุผลที่พ่อแม่อธิบายไปทั้งหมด แต่ถ้าพ่อแม่ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ลูกจะซึมซับถึงการใช้เหตุผล ไม่ใช่การใช้อารมณ์ของพ่อแม่โต้ตอบ พ่อแม่หลายคนมักจะด่าว่าลูกว่า "ร้องทำไม หยุดร้องเดี๋ยวนี้" ซึ่งทำให้ลูกรู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความรัก พ่อแม่ไม่รักเขา ลูกจึงต้องเรียกร้อง (ด้วยการร้องไห้งอแง และดิ้นๆ เพิ่มขึ้นนั้นเอง)
  4. หัดตั้งคำถามกับลูกบ่อยๆ ถามลูกว่าลูกรู้สึกยังไงบ้าง และลูกคิดยังไงกับสิ่งที่ตัวเองอยากได้ ทำไมถึงอยากได้สิ่งๆ นั้น และทำไมจะต้องเอาสิ่งๆ นั้นให้ได้
  5. เปิดโอกาสให้ลูกได้หัดตัดสินใจเองบ้าง อาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับตัวของลูกเอง เช่น จะเลือกเสื้อผ้าตัวไหนดี (ลูกจะได้อารมณ์ดี เพราะบางครั้งลูกอาจจะไม่อยากใส่ชุดที่พ่อแม่เลือกให้ก็ได้), มื้อเย็นนี้จะกินอาหารอะไรดี (มีเมนูอาหารให้เลือกหลากหลาย แล้วลูกเป็นคนตัดสินใจ) ฯลฯ เป็นต้น
  6. พูดคุยกับลูกให้บ่อย เด็กในช่วงปฐมวัยนั้น พ่อแม่เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวและเป็น "ของเล่น" ที่ดีที่สุดสำหรับเขา หากพ่อแม่พูดคุยกับลูกสม่ำเสมอ เล่นกับลูก ให้ความรัก กอดลูกให้มาก ลูกจะไม่ใช้ความก้าวร้าวเป็นตัวต่อรองกับพ่อแม่

วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

มารยาทที่พึงประสงค์ของเด็กปฐมวัย

มารยาทที่พึงประสงค์ของเด็กปฐมวัย

                      ความหมายของมารยาทไทย ราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายว่ามารยาทหรือมรรยาท เป็นคำไทย ซึ่งนำมาจากภาษาบาลี ว่า “ มริยาท ” หรือภาษาสันสกฤตว่า “ มรยาทา ” แปลว่า กิริยาวาจาที่ถือว่าเรียบร้อย หมายถึง การปฏิบัติตนโดยผ่านกระบวนการฝึกอบรม ขัดเกลาให้เป็นไปตามความนิยมยอมรับของสังคมแต่ละสังคม

ลักษณะเฉพาะของมารยาทไทย ที่แสดงถึงวัฒนธรรมของชาติ และเป็นการแสดงออกต่อผู้อื่นที่นุ่มนวล มีความเป็นระเบียบแบบแผน มีกาละเทศะ คือ

· สุภาพอ่อนน้อม
· เคารพระบบอาวุโส
· มีกิริยาวาจาคำลงท้ายเฉพาะ
· มีการยืน เดิน นั่ง ที่ต่างบรรยากาศ
· มีการแสดงความเคารพ
· การทักทาย
· การใช้วาจา
· การแสดงความคิดเห็น

คุณค่าของมารยาทไทย เรื่องของมารยาทนั้น ยังมักเข้าใจกันว่าเป็นเรื่องวิธีการเข้าสังคม ปรับตัวให้เข้ากับหมู่คณะเพื่อความเป็นระเบียบ เพื่อความงดงามน่าดู ความจริงแล้วมารยาทเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติ โดยเฉพาะวัฒนธรรมของไทย ซึ่งส่วนหนึ่ง มาจากสังคมเกษตรกรรม และอีกส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาต่างๆทั้งศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ คนไทยได้รับการยกย่องจากชาวต่างชาติมาช้านานว่า เป็นผู้มีมารยาทอ่อนโยน นุ่มนวล น่ารัก

ลักษณะมารยาทที่ดีในเด็กปฐมวัย สามารถจำแนกเป็นกลุ่มได้ดังนี้
1. มารยาทการพูดจา
· เจรจาไพเราะ มีหางเสียง ครับ หรือ ค่ะ

· รู้จักใช้คำว่า ขอบคุณ และ ขอโทษ ให้เป็นนิสัย

· ไม่พูดเสียงดังเกินไป หรือตะโกนโหวกเหวก เป็นกิริยาที่ไม่งาม

· งดพูดคำหยาบคาย เพราะไม่เป็นมงคลแก่ผู้พูด และผู้ฟัง

2. มารยาทการแสดงออก
· หลีกเลี่ยงการแย่งกันพูด นอกจากจะไม่น่าดูแล้วยังไม่รู้จักการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วย

· ฝึกท่าทางประกอบการพูดให้เหมาะสม ไม่ยกมือขวักไขว่ หรือแสดงท่าทางอยู่ตลอดเวลา ฝึกพูดให้มีจังหวะ เสียงชัดเจน พูดสั้นแต่ได้ใจความ ไม่เพ้อเจ้อ เพราะบางคนแก้เขินด้วยการแลบลิ้น การยักคิ้ว โดยไม่ตั้งใจ เมื่อทำบ่อยๆก็จะติดเป็นนิสัยและเสียบุคลิกภาพได้

· แสดงไมตรีจิตด้วยการทักทาย สนใจทุกข์สุข และแสดงความจริงใจ

· การมีสัมมาคารวะ รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ รู้จักเคารพผู้อื่น

· การแสดงออกเมื่อมีโอกาส เป็นมารยาทที่ต้องฝึกให้เป็นนิสัย เช่น มารยาทการลุก นั่ง เดิน ยืน การใช้น้ำเสียง การควบคุมอารมณ์

· มารยาทเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ เช่นไม่นั่งไขว่ห้าง ไม่นั่งกระดิกเท้า ไม่นั่งเหยียดเท้าถ่างขา เวลาเดินผ่านก็ต้องก้มหลัง หรือถ้าพบผู้ใหย่ก็ต้องแสดงความเคารพ

· รู้จักกล่าวคำสุภาพ ไม่พูดจาล้อเลียนหลอกลวงผู้ใหญ่ ต้องมีความนอบน้อมนับถือผู้ใหญ่

· ต้องไม่แสดงกิริยาขัดขวางสิ่งที่นิยมกัน เช่นขณะที่เขานั่งอยู่กับพื้น ตนเองต้องไม่ยืน ขณะที่เขาทุกข์โศกต้องไม่แสดงกิริยารื่นเริง ถ้าเป็นแขกบ้านใดก็ต้องเกรงใจเจ้าของบ้าน เมื่อพบใครต้องไม่จ้องดูเขา

· ต้องรู้จักเกรงอกเกรงใจผู้อื่น รู้จักเคารพผู้อื่น รู้จักแสดงความอ่อนน้อมทั้งกาย วาจา ใจ และแสดงมารยาทกับผู้อื่นได้เหมาะสมกับวัย กับบุคคล กับโอกาส และสถานที่

ปัจจุบันพฤติกรรมการแสดงออกของนักเรียนพบว่า มีมารยาทที่แตกต่างจากเดิมมาก ทั้งยังเป็นไปในทางลบ ไม่ว่าด้านการพูด ด้านการกระทำ และด้านการแสดงออก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปลูกฝังและพัฒนาตั้งแต่ระดับปฐมวัย เพราะการปลูกฝังมารยาทไทยนั้นเป็นการซึมซับ ซึ่งวิธีการที่จะช่วยพัฒนามารยาทไทยให้กับเด็กปฐมวัย ได้แก่พ่อแม่ต้องเป็นต้นแบบ เป็นตัวอย่างสำคัญ และต้องคอยอบรม คอยแนะนำ คอยสั่งสอนเด็กอย่างใกล้ชิด ตลอดจนคุณครูประจำชั้น จะต้องมีหน้าที่ให้วิชาความรู้เรื่องมารยาทไทยกับเด็ก และจะต้องฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับมารยาทให้เด็กเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะจัดผนวกไปกับตารางประจำวันก็ได้ เช่นก่อนเข้าห้องเรียน หรือก่อนกลับบ้านตอนเย็น ตามความเหมาะสมและจำเป็นสำหรับเด็กปฐมวัย

วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

ส่งลูกไปโรงเรียนอย่างมีความสุข

การส่งลูกไปโรงเรียนอย่างมีความสุข


baby

ส่งลูกไปโรงเรียนอย่างมั่นใจ
(M&C แม่และเด็ก)

            ภาพการไปโรงเรียนครั้งแรกของเด็กอนุบาล มักไม่น่ารักเท่าไหร่ ก็แหม...นี่เป็นครั้งแรกที่พวกหนู ๆ จะต้องออกเผชิญโลกภายนอกตามลำพังนี่นะ จากที่เคยอยู่ที่บ้าน มีคุณพ่อคุณแม่พี่เลี้ยงดูแล จู่ๆ จะให้ไปอยู่ที่โรงเรียนกับคนแปลกหน้าอย่างคุณครูและเพื่อน ๆ ก็ต้องใช้เวลาปรับตัวเป็นธรรมดา

            แล้วจะมีวิธีไหนที่ทำให้เจ้าตัวเล็กคุ้นเคยกับการไปโรงเรียนได้เร็ว ๆ ได้บ้างนะ

ให้ลูกมีส่วนร่วมในการเลือกโรงเรียน

            วิธีแรกที่ควรทำคือการค่อยๆ อธิบายให้ลูกได้รู้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องไปโรงเรียน เหมือนอย่างพี่ๆ ที่โตแล้ว เรื่องนี้ถ้าบ้านไหนมีพี่ ๆ ที่เป็นเด็กวัยเรียนอยู่ด้วยแล้วก็ไม่ยาก เจ้าหนูจะเข้าใจได้จากภาพที่เห็นว่าพี่ ๆ ไปโรงเรียนตอนเช้า เดี๋ยวพอเย็นก็ได้กลับบ้าน การไปโรงเรียน ไม่ใช่การพรากจากแม่ตลอดไป ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแบบนั้น

            แต่ถ้าไม่มีตัวอย่างให้ลูกดูชัด ๆ ขนาดนั้น ก็ควรให้ลูกได้มีส่วนร่วมในการเลือกโรงเรียนของตัวเอง โดยนำเอกสารของโรงเรียนต่าง ๆ มาให้ลูกดู ซึ่งในเอกสารเหล่านั้นมักมีภาพเด็กนักเรียนในอิริยาบถที่ร่าเริง แจ่มใสอยู่ ลองชี้ชวนให้ลูกดูภาพเหล่านั้น และกระตุ้นให้ลูกอยากร่วมกิจกรรมที่เห็นในภาพ ถามเขาบ่อย ๆ ว่าอยากไปที่โรงเรียนนี้มั้ย อยากไปเล่นกับเพื่อนๆ แบบนี้มั้ย ลูกชอบภาพโรงเรียนไหน ไปเที่ยวโรงเรียนกันมั้ย

เสริมความพร้อมก่อนเริ่มเรียน

            จากนั้นบอกลูกบ่อย ๆ ว่าเขาโตแล้วต้องไปโรงเรียน เหมือนอย่างที่คุณแม่คุณพ่อต้องไปทำงาน มีแต่เด็กเล็ก ๆ ที่ยังไม่รู้เรื่องเท่านั้นที่ไม่ต้องไปโรงเรียน ลูกจะรู้สึกว่าการไปโรงเรียนเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ โดยคุณแม่อาจใช้ช่วงเวลาพูดคุยเรื่องนี้ขณะทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน เช่น ขณะเล่านิทาน วาดรูประบายสี ควรบอกเขาว่า เขาจะได้ทำกิจกรรมสนุก ๆ อย่างนี้ร่วมกับเพื่อนๆ และคุณครูที่โรงเรียน ซึ่งจะสนุกกว่าการเล่นกันอยู่ที่บ้านแค่สองคนแม่ลูก

สร้างความคุ้นเคยกับการเรียนรู้

            การสร้างความคุ้นเคยกับการเรียนรู้ เป็นเรื่องจำเป็นค่ะ คุณอาจฝึกให้ลูกรู้สึกสนุกกับการไปโรงเรียน ด้วยการเล่นสมมุติเป็นครู นักเรียนฝึกอ่าน ก ไก่ ข ไข่ ซึ่งนอกจากจะทำให้เขาได้มีพื้นฐานการเรียนรู้แล้ว ยังช่วยเพิ่มความอยากเข้าไปสัมผัสบรรยากาศห้องเรียนจริง ๆ ได้เป็นอย่างดี

กระตุ้นความอยากไปโรงเรียน

            เด็ก ๆ จะรู้สึกอยากและรอคอยวันที่จะไปโรงเรียนมากขึ้น ถ้าคุณเอาของต่าง ๆ ที่เขาจะต้องใช้ไปโรงเรียนมาให้ดูบ่อย ๆ อย่างชุดนักเรียน กระเป๋าเป้ สมุด หนังสือ ดินสอสี เด็กบางคนถึงกับซ้อมจัดกระเป๋าหนังสือ หรือแต่งชุดนักเรียนได้ทุกวันเชียวค่ะ ดังนั้น ถ้าลูกรบเร้าขอแต่งชุดนักเรียนเล่นอยู่กับบ้านในช่วงก่อนเปิดเทอม ก็ไม่ควรห้ามค่ะ

หนูทำได้...ไม่ต้องห่วง

            ก่อนเปิดเทอมคุณแม่ควรใช้เวลาช่วงนี้ฝึกให้ลูกทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง เพราะเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กวัยอนุบาลไม่อยากไปโรงเรียน เพราะเขาไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ อย่างเต็มที่ในบางเรื่อง

            ดังนั้นควรฝึกลูกให้ทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าง การแต่งตัว การสวมรองเท้า การรับประทานอาหาร เพราะที่โรงเรียนจะไม่มีใครคอยป้อนอาหารหรือแต่งตัวให้อย่างที่บ้าน ถ้าเขาไม่ได้รับการฝึกเรื่องเหล่านี้ไว้ พอถึงเวลาไปโรงเรียนจริง ๆ ก็จะรู้สึกว่าการไปโรงเรียนเป็นเรื่องน่าอึดอัดใจ เต็มไปด้วยสิ่งที่เขาทำไม่ได้ แต่ถ้าคุณแม่ได้ฝึกลูกไว้แล้วล่ะก็สบายใจได้เลยค่ะว่า เขาจะไปโรงเรียนได้อย่างมั่นใจ และภูมิใจที่ทำสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง อย่างเด็กใด ๆ

เอาของรักไปเรียนด้วย

            สำหรับเด็กอนุบาลแล้ว เหตุผลหลักเลยที่ทำให้ลูกไม่อยากไปโรงเรียนคือ ไม่อยากจากคุณแม่หรือพี่เลี้ยง เรื่องนี้คุณแม่ควรทำความเข้าใจและบอกลูกว่า หนูแค่ไปโรงเรียนในตอนเช้าเดี๋ยวบ่าย ๆ ก็ได้กลับบ้านแล้ว และเพื่อความสบายใจของเขา คุณแม่อาจให้เขานำตัวแทนคุณแม่ หรือของรักของเขา เช่น ตุ๊กตาตัวเล็ก ๆ หรือแผ่นซีดีการ์ตูนเรื่องโปรด ไปโรงเรียนด้วยก็ได้ โดยตุ๊กตาจะช่วยเป็นตัวแทนของคุณแม่ หรือแผ่นซีดีที่นำติดตัวไปจะเป็นเหมือนเครื่องเตือนว่า อีกเดี๋ยวเขาก็จะได้กลับบ้านเปิดซีดีดูพร้อม ๆ กับคุณแม่แล้วล่ะ เขาไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนตลอดไปสักหน่อย

เตรียมรับความป่วน

            ถึงจะเตรียมความพร้อมให้ลูกไว้ดีขนาดไหน แต่เมื่อถึงเวลาไปโรงเรียนจริง ๆ เขาก็อาจจะโยเยขึ้นมาได้ คุณแม่ต้องเตรียมใจรับสถานการณ์ เอาไว้ เช่น อย่ายอมให้ลูกหยุดเรียนโดยไม่มีเหตุผล เพราะถ้ามีครั้งแรกแล้ว ย่อมมีครั้งต่อ ๆ ไม่ตามมาแน่นอน ไม่ควรแสดงท่าทีตกใจ หรือกังวลเกินเหตุเมื่อลูกบอกว่าปวดหัว หรือปวดท้อง ในตอนเช้าก่อนไปโรงเรียน ไม่ควรไปส่งลูกด้วยด้วยตัวเอง ถ้าปกติเขาขึ้นรถโรงเรียน และอย่าเอาของขวัญ รางวัลมาล่อ ถ้าต้องการทำเช่นนั้น ควรใช้การสะสมคะแนน เช่น ถ้าเขาไปโรงเรียนทุกวัน โดยไม่ร้องงอแงครบหนึ่งสัปดาห์จึงจะได้รางวัล

            คุณอาจเห็นว่าการเรียนระดับอนุบาล ไม่ใช่เรื่องซีเรียสมากนัก น่าจะยอมให้ลูกหยุดได้บ้าง แต่การฝึกให้ลูกคุ้นเคยกับการไปโรงเรียนนั้น ความสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญค่ะ หากยอมตามใจให้ลูกหยุดเรียน ไปบ้างไม่ไปบ้างแล้วล่ะก็ เชื่อได้เลยว่าคุณจะต้องพบปัญหานี้ไปเรื่อย ๆ และการแก้ไขก็จะทำได้ยากขึ้นตามไปด้วย

เคล็ดลับเลือกโรงเรียนให้ลูก

        ก่อนอื่นมองหาโรงเรียนใกล้บ้าน หรือใกล้ที่ทำงานคุณพ่อคุณแม่เอาไว้ก่อน เพื่อความสะดวกในการรับ-ส่ง และลูกจะได้ไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทางมากเกินไป

        จากนั้นนำข้อมูลของโรงเรียนต่าง ๆ มาศึกษาเปรียบเทียบ ทั้งเรื่องมาตรฐานของโรงเรียน หลักสูตรการศึกษา กิจกรรม และค่าใช้จ่าย

        สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียน จากผู้ปกครองที่มีลูกเรียนอยู่ในโรงเรียนที่คุณสนใจ สังเกตพฤติกรรมของเด็ก ๆ ที่เรียนในโรงเรียนนั้น ๆ

        ข้าไปสำรวจสภาพแวดล้อมโรงเรียนด้วยตัวเอง ว่ามีความสะอาอดปลอดภัย มีอุปกรณ์การเรียนเครื่องเล่นพร้อมมากแค่ไหน ถือโอกาสนี้พูดคุยกับคุณครู ถามถึงทัศนคติของคุณครูที่มีต่อเด็ก

วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554

หลักในการเลือกโรงเรียนอนุบาลสำหรับลูก

                                  หลักในการเลือกโรงเรียนอนุบาลสำหรับลูก


               ได้มีการศึกษาถึงปัจจัยที่ผู้ปกครองใช้ในการเลือกโรงเรียนอนุบาลเอกชน ให้บุตรหลานเข้าเรียน และความคาดหวังของผู้ปกครอง เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนอนุบาลเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น ผู้ปกครองของโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตกรุงเทพ โดยการสุ่มและใช้แบบสอบถามเพื่อทำการวิเคราะห์ ซึ่งผลการวิจัยเป็นดังต่อไปนี้ ปัจจัยในการตัดสินใจเลือกโรงเรียนอนุบาลสำหรับลูกๆ คือ ปัจจัยเกี่ยวกับโรงเรียน ครูผู้สอน ประสบการณ์การสอน การบริหารความปลอดภัย การบริการอาหารและสุขภาพของเด็กอนุบาล การสร้างความสัมพันธ์ำกับผู้ปกครอง และค่าใช้จ่ายต่างๆโดยเฉพาะค่าเทอม
1. ไปเยี่ยมชมโรงเรียนที่ต้องการเลือก
สิ่งที่ดีที่สุดคือการบุกไปเยี่ยมชมโรงเรียน ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการเลือก ซึ่งมีหลายๆโรงเรียนได้เปิดให้ผู้ปกครองเข้าชม โดยเฉพาะกิจกรรมการเรียนในห้องเรียน ในขณะที่กำลังทำการสอน อย่างไรก็ตามคุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตให้ดีว่าไม่ได้เป็นการจัดฉาก หรือจัดการสอนที่ประทับใจ เราต้องเดินดู พูดคุยกับคุณครู นักเรียน เพื่อจะได้เก็บข้อมูลที่เป็นความจริง ยิ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่มีโอกาสพูดคุยกับผู้ปกครอง ที่ส่งลูกๆมาเรียนที่โรงเรียนนี้ ยิ่งจะทำให้เราได้ข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนในแง่ต่างๆมากขึ้น

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตในขณะเยี่ยมชมโรงเรียน
ความสะอาดของห้องเรียน อาคาร สนามเด็กเล่น โรงอาหาร ห้องน้ำ
ความปลอดภัยของสถานที่เรียน เช่น สถานที่ตั้งของสระว่าน้ำ การจราจรด้านหน้าโรงเรียนมีควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรือมีเสียงรถยนต์ดังเข้ามาในโรงเรียน สะพานข้ามถนน สภาพพื้นที่ด้านหลังโรงเรียน เช่น คูคลองซึ่งนักเรียนอาจจะพลัดตกลงไป หรือ ป่ารกซึ่งอาจจะมีสัตว์มีพิษเข้ามาในโรงเรียน
จำนวนสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น จำนวนอุปกรณ์การสอน ขนาดของโต๊ะ และเก้าอี้ รวมไปถึงการจัดวางโต๊ะและเก้าอี้ว่าเหมาะสมกับขนาดของห้องเรียนหรือไม่ อุปกรณ์ได้การกีฬามีพอเีพียงหรือไม่ จำนวนเครื่องเล่นต่างๆ
สถานที่จอดรถสำหรับการรับ-ส่งนักเรียน
การดูแลเรื่องความปลอดภัย เช่นการแลกบัตรสำหรับผู้เข้ามาในโรงเรียน วิธีการรับนัำกเรียนกลับบ้าน
ห้องพยาบาล และนางพยาบาลในการช่วยเหลือนักเรียนเบื้องต้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
จำนวนของตู้น้ำดื่ม และสภาพของตู้น้ำดื่ม สภาพของตู้น้ำดื่มจะมีผลอย่างมากับสุขภาพของนักเรียน ถ้าตู้น้ำเก่า เป็นสนิม หรือมีการเชื่อมด้วยตะกั่ว ก็จะทำให้นักเรียนดื่มน้ำที่มีสารเจือปนที่เป็นพิษเข้าไป หรือแม้กระทั้งปัญหารเรื่องไฟฟ้าดูด อาจจะเกิดขึ้นได้กับตู้น้ำที่มีสภาพเก่า

นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ควรหาเวลาไปเยี่ยมชมโรงเรียนหลายๆครั้ง ในเวลาที่ต่างกัน เพื่อจะได้เห็นสภาพแวดล้อมต่างๆและหลีกเลี่ยงการจัดฉากของโรงเรียน อาจจะไปในช่วงพักกลางวัน ดูอาหารกลางวันที่เด็กนักเรียนได้รับ ดูสนามเด็กเล่นว่าเพียงพอสำหรับเด็กทั้งโรงเรียนหรือเปล่า

2. ขอดูนโยบายและวัตถุประสงค์ของโรงเรียนนโยบายและวัตถุประสงค์ของโรงเรียน

                จะทำให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจแนวคิดของโรงเรียน แนวทางการบริหารโรงเรียน แนวการสอนและการพัฒนานักเรียน ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่คุณครูจะต้องปฏิบัติตามในการสอนนักเรียน และยังทำให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจแนวทางการสอน ซึ่งเราจะได้ปรัับการสอนเด็กเมื่ออยู่ที่บ้านให้สอดคล้องกับการสอนจากโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่อาจจะถามถึงรางวัลต่างๆ ที่โรงเรียนเคยได้รับ เพื่อจะได้เห็นศักยภาพทางด้านต่างๆของโรงเรียน เช่นรางวัลโรงเีรียนดีเ่ด่น รางวัลชนะเลิศทางด้านดนตรี รางวัลชนะเลิศทางด้านศิลปะ ซึ่งจะทำให้เราได้เห็นจุดเด่นของโรงเรียนมากขึ้น

คุณพ่อคุณแม่อาจจะพูดคุยกับผู้อำนวยการ หรือคุณครูใหญ่เพื่อถามคำถาม และข้อเอกสารต่างๆมาทำการศึกษา เช่นอัตราสวนคุณครูกับจำนวนนัำกเรียน ข้อมูลเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันที่นักเรียนแต่ละคนต้องทำ หลักสูตรการเรียนต่างๆ


3. ตรวจสอบความสามารถของคุณครูผู้สอน และบุคลากรอื่นๆของโรงเรียน

ความสามารถของคุณครูผู้สอน เป็นสิ่งสำคัญที่มีผลต้องการเรียนรู้ของเด็ก เราสามารถขอดูประวัติการเรียนและการสอนของคุณครู สังเกตจากการพูดคุย หรือการถามปัญหาต่างๆ เพื่อจะดูแนวคิดของคุณครู ดูภาษาที่ใช้ ลักษณะและบุคคลิก

สามารถเปรียบเทียบได้กับการที่คุณพ่อคุณแม่รับสมัครครูผู้สอนให้มาสอนลูกของตัวเอง เราคาดหวังให้ครูผู้สอนมีลักษณะ คุณสมบัติ และบุคคลิกภาพอย่างไร คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถใช้แนวทางนี้พูดคุยกับคุณครู เพื่อดูว่าคุณครูมีคุณสมบัติตามที่เราคาดหวังไว้หรือไม่


4.ตรวจสอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องจ่ายเมื่อเลือกโรงเรียนแห่งนี้
แน่นอนหนึ่งในค่าใช้จ่ายก็คือ ค่าเทอม แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องศึกษาให้ละเอียดว่ามีค่าใช้จ่ายอื่นๆที่สำคัญอีกหรือเปล่า เพราะหลายๆครั้งโรงเรียนจะเลี่ยงการเก็บค่าเทอมที่สูง โดยเก็บเป็นค่าอื่นๆเช่น ค่าการใช้คอมพิวเตอร์ ค่ากิจกรรมพิเศษ หรือแม้กระทั้งค่าแรกเข้า ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจะขอเอกสารเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด และอาจจะต้องถามเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสินของสิ้นเปลืองที่ผู้ปกครองต้องรับผิดชอบ เช่น สมุดของโรงเรียน กระเป๋า เครื่องแบบ บัตรนัำกเรียน ชุดลูกเสือ เนตรนารี หรือ อนุกาชาด ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน ในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่มารับเด็กได้ตอนเย็นๆ หรือค่าใช้จ่า่ยเกี่ยวรถยนต์รับส่งนักเรียน ทั้งหมดนี้เป็นอีกข้อมูลหนึ่งที่จะช่วยในการตัดสินใจเลือกโรงเรียนให้กับลูกๆของท่าน หรือยังช่วยในการวางแผนด้านการเงิน เพื่อให้การส่งลูกๆไปเรียนโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชน ไม่เกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง เพราะการที่ต้องหยุดหรือย้ายโรงเรียน จะีมีปัญหาที่ยุ่งยากต่างๆตามมา

วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

เสริม ไอคิว-อีคิว ให้ลูกน้อยด้วยนมแม่

เสริม ไอคิว-อีคิว ให้ลูกน้อยด้วยนมแม่

พญ.ธนีนาถ ตรีรัตน์วีรพงษ์ แพทย์ ประจำโรงพยาบาลตากสิน และ ดร.บุญศรี กิตติโชติพาณิชย์ นักโภชนาการจากวิทยาลัยเกื้อการุณย์ จับมือกันให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์นานัปการของการ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ตลอดจนแนะแนวทางการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องของผู้เป็นแม่ เพื่อนำไปสู่การถ่ายทอด ความสมบูรณ์สู่ลูกน้อย

ในงาน “สายใยรักแห่งครอบครัว” ณ ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พญ.ธนีนาถ ตรีรัตน์วีรพงษ์ และ ดร.บุญศรี กิตติโชติพาณิชย์ กล่าวว่าเด็กควรได้รับนมแม่ตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอด และกินนมแม่อย่างเดียวไปจนถึงช่วง 6 เดือน เพราะสารอาหารในนมแม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสมตามอายุลูก มีส่วนสำคัญในการสร้างเซลล์สมอง กระตุ้นการเจริญเติบโตของเนื้อสมอง ช่วยให้ลูกฉลาดและแข็งแรง โดยไขมันในนมแม่จะไปห่อหุ้มเส้นใยประสาทในสมองลูก ส่วนโปรตีนในนมแม่จะช่วยลดโอกาสการเป็นโรคภูมิแพ้ เพราะมีสารต้านการอักเสบ สามารถช่วยลดโอกาสการติดเชื้อและไม่สบายของลูก ซึ่งสารอาหารดังกล่าวไม่สามารถทดแทนได้ด้วยนมผสม

ในส่วนของ IQ-EQ นั้นสามารถสร้างจากแม่ส่งต่อถึงลูกได้ ทั้งนี้เพราะแม่และลูกจะมีสายใยผูกพัน ที่เชื่อมโยงถึงกันได้ แม่จึงสามารถสร้างพัฒนาการด้าน IQ-EQ ให้กับลูกได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เริ่มจากการดูแลตัวเองทั้งอาหารกาย โดยรับประทานสิ่งที่เป็นประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ส่วนอาหารใจ จะเป็นในเรื่องการทำสมาธิ เพื่อให้จิตใจสงบ ไม่เครียด ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านอารมณ์ของลูก ทำให้ลูกเรียนรู้ที่จะสงบ อ่อนโยน ไม่วู่วาม ขณะเดียวกันระหว่างที่แม่สงบมีสมาธิ ร่างกายจะผลิต Growth Hormone ไปส่งเสริมพัฒนาการทางด้าน IQ ทำให้ลูกเกิดมาเป็นเด็กฉลาด

ขณะที่ลูกกำลังดูดนมจากอกแม่ ฮอร์โมนอ็อกซิโตซิน (Oxytocin) ในร่างกายของแม่ก็จะเพิ่มระดับขึ้น ทำให้เกิดสัญชาตญาณ ความเป็นแม่ผู้มีจิตใจอ่อนโยน เปี่ยมด้วยความรักและเมตตา รู้สึกสงบ เป็นสุข ซึ่งเด็กจะได้รู้ถึงความรู้สึกที่อ่อนโยนนั้น ทำให้เด็กอารมณ์ดี และเป็นสุขไปด้วย.

วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เรื่องของลูกๆ บทความการดูแลเด็ก



          การเติบโตไม่สมวัย คือ การที่เด็กไม่สามารถทำในสิ่งที่ควรจะทำได้เมื่อเทียบกับเด็กในช่วงอายุเดียวกัน   คุณพ่อคุณแม่ควรรู้ว่าการเติบโตตามปกติในช่วงขอบปีแรก ลูกสามารถทำอะไรได้บ้าง เช่น
   อายุ 1 เดือน เด็กเริ่มยิ้ม
   อายุ 3 เดือน หันตามเสียงเรียก คว่ำได้
   อายุ 5 เดือน เริ่มนั่งได้
   อายุ 6 เดือน เริ่มคลาน
   อายุ 7 เดือน เกาะยืน
  อายุ 9 เดือน และเริ่มเดินได้เมื่ออายุ 1 ปี
             โดยใช้วิธีการสังเกตลูก และสอบถามผู้ที่มีลูก หรือดูจากบันทึกในสมุดสุขภาพของเด็กก็ได้
เมื่อทราบและสังเกตพบว่า ลูกมีการเติบโตช้ากว่าเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นประมาณ 2 – 3 เดือน เช่น อายุ 9 เดือน แล้วเด็กยังนั่งไม่ได้ หรือ อายุ 1 ปี แล้วยังไม่เริ่มเกาะยืน เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าลูกควรจะต้องได้รับการช่วยเหลือสิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องทำก็คือ
 - ประการแรก พาลูกไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อประเมินพัฒนาการของลูก
-  ประการที่สอง พาลูกไปรับการส่งเสริมพัฒนาการตามโรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน รวมทั้งศูนย์บริการสาธารณสุขต่าง ๆ
          การดูแลเอาใจใส่ลูกอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นการเจริญเติบโตของลูกและทำให้ทราบถึงความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ เมื่อพบแล้วคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรพาลูกไปพบแพทย์ และกระตุ้นพัฒนาการที่เด็กทำได้ช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน จะช่วยให้ลูกเจริญเติบโตได้สมวัยต่อไป

วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สื่อการเรียนการสอนที่พัฒนาการทั้ง 4 ด้าน

สื่อการรียนการสอนที่พัฒนาการทั้ง  4 ด้าน

เด็กปฐมวัยต้องมีพัฒนาการที่สมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย  อารมณ์  สังคม  และ  สติปัญญา
ดังนั้นเพื่อให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถพัฒนาเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้ครบทั้ง 4  ด้าน


สื่อการเรียนการสอน  ด้านร่างกาย  ควรประกอบด้วย
1. ค้อนตอกหมุด  หรือด้านอื่นๆ
2. รูปทรงต่างระดับ
3. สี่เหลี่ยม/สามเหลี่ยมต่างระดับ
4. กล่องรูปทรงเรขาคณิต
5. กล่องรูปทรงปริศนา
6. อุปกรณ์ฝึกลากเส้น
7. รางฝึกความสัมพันธ์กล้ามเนื้อมือกับตา  หรือกล้ามเนื้ออื่นๆ
8. โต๊ะเตรียมความพร้อม (โต๊ะกิจกรรมกลุ่ม )
9. อุปกรณ์ร้อยวัสดุ ( ขนาดไม่น้อยกว่า 1 นิ้วขึ้นไป )
10. กรรไกรปลายงอน  ขนาด 4 นิ้วขึ้นไป , กระดาษ
11. ไม้หนีบผ้า ( ไม้หรือพลาสติก )
12. ภาพต่อมีจุก
13. ฟองน้ำ
14. อุปกรณ์ทำความสะอาด
15. กะละมัง , แปรงซักผ้า
16. ลูกบอลขนาดเล็ก / ห่วงยาง
17. ตุ๊กตาร้อยเชือก
18. ชุดสร้างจินตนาการด้วยเชือกแบบต่างๆ
19. สื่ออื่นๆ 

สื่อการเรียนการสอน   ด้านอารมณ์  ควรประกอบด้วย   
1. ระนาดประเภทต่างๆ เช่น  ระนาดสีรุ้ง  ระนาดเล็ก ฯลฯ   
2. เครื่องเคาะจังหวะ / กรับมือ   
3. กลอง   
4. ชุดบูรณาการด้านดนตรี/ เทปหรือซีดีเพรงสำหรับเด็ก   
5. กระดานสำหรับวาดภาพ   
6. ชั้นวางอุปกรณ์ศิลปะ   
7. สีชนิดต่างๆ เช่น สีเทียน  สีน้ำ  สีผสมอาหาร   
8. แป้งโดว์ / ไม้นวดแป้ง / พิมพ์กดแป้ง   
9. ผ้าเช็ดมือ / ผ้ากันเปื้อน / แผ่นรองกันเลอะ   
10. สื่ออื่นๆ

สื่อการเรียนการสอน  ด้านสังคม  ควรประกอบด้วย       
1. บ่อทรายหรือกระบะทราย       
2. เครื่องเล่นทราย       
3. อุปกรณ์สำหรับเล่นน้ำ       
4. ชุดเครื่องครัว       
5. เตาแก๊ส       
6. เครื่องซักผ้า           
7. ตู้เย็น       
8. จานชามช้อน / ภาชนะใส่อาหาร       
9. บ้านตุ๊กตา     
10.โทรศัพท์ / เตารีด /ที่รองรีด     
11.ผัก ผลไม้จำลอง อาหารชนิดต่างๆ ขนมจำลองต่างๆ     
12.เครื่องชั่ง   
13.ชุดเครื่องแต่งกายบุคคลอาชีพต่างๆ เช่น  ทหาร  ตำรวจ  แพทย์  พยาบาล  ครู  วิศวกร   
14.ชุดเครื่องมือเครื่องใช้ในอาชีพต่าง ๆ เช่น  ช่างยนต์  ช่างไม้  แพทย์  ฯลฯ       
15.เครื่องหมายจราจร       
16.ยานพาหนะจำลอง  รถต่าง ๆ เครื่องบิน เรือ ฯลฯ       
17.สื่ออื่น ๆ       

สื่อการเรียนการสอน   ด้านสติปัญญา   ควรประกอบด้วย
1. บล็อกไม้ชนิดและรูปร่างต่าง ๆ
2. ชิ้นส่วนปูพื้นสถาปัตยกรรม
3. บล็อกมหัสจรรย์
4. ตัวต่อสร้างสรรค์
5. ชุดจิ๊กซอร์ต่าง ๆ
6. ชุดจับคู่ที่เหมาะสม
7. ชิ้นส่วนสร้างภาพ
8. ถุงลึกลับ
9. ขวดสำรวจรส / สำรวจกลิ่น             
10.ถาดแยกพวก             
11.แท่งรูปทรงต่าง ๆ             
12.บันไดสี             
13.กล่องเสีองต่าง ๆ             
14.แผ่นไม้ประมาณน้ำหนัก             
15.จับคู่ตัวเลข / อ่านตัวแรก             
16.ลูกปักหลักเลขต่าง ๆ             
17.กระดานหลักเลขต่าง ๆ / บวก – ลบเลขอย่างง่าย             
18.เกมจุด / ลูกคิด / กระปุกเรียงเลข             
19.เศษส่วนหลากสี / โดมิโนจำนวน             
20.ตัวอักษรเคลื่อนที่  บัตรอักษร             
21.รถบรรทุก  รถไฟ  อักษรต่าง ๆ             
22.สื่ออื่น

วันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัย

 การเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัย           
 
           นิทานคือ โลกของภาษา ภาพและหนังสือที่ปรากฏบนหนังสือนิทาน คือโลกของภาษา การอ่านหนังสือให้ลูกฟังจึงมีความสำคัญมาก ต่อการพัฒนาของเด็ก เปรียบเหมือนอาหารมื้อหนึ่งของวัน เพราะเป็นอาหารสมองและอาหารใจของลูก พ่อแม่ทุกคนอยากให้เด็กรักการอ่านหนังสือ และเรียนเก่ง การทำให้เด็กรักการอ่านหนังสือไม่ยากเพราะเด็ก มีความอยากรู้อยากเห็น ชอบสนุกสนาน ถ้าได้หนังสือที่ชอบและยากอ่าน
         นิทานสำหรับเด็กปฐมวัยควรเป็นหนังสือภาพสำหรับเด็ก ซึ่งหมายถึงหนังสือที่พ่อแม่อ่านให้เด็กฟัง ไม่ใช่หนังสือสำหรับเด็กอ่าน การเล่านิทานให้ลูกฟังด้วยเสียงตนเอง ใช้ภาษาที่ดี เวลาเล่า ความรู้สึกของผู้เล่าจะผ่านไปสู่ตัวลูกด้วย ถ้าผู้เล่านิทานรู้สึกตื่นเต้น ลูกก็จะรู้สึกตื่นเต้นไปด้วย ความรู้สึกร่วมกันระหว่างพ่อแม่และเด็กระหว่างการเล่านิทาน จึงเปรียบเสมือนสายใยผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูก การเล่านิทานแม้เพียง 5 - 10 นาทีต่อเล่ม แต่ผลที่มีต่อลูกและความสุขในครอบครัวนั้นมหาศาล ลูกจะได้รับการพัฒนาทักษะการฟังและการพูด สร้างจินตนาการแก่เด็ก ฝึกสมาธิให้เด็กรู้จักสำรวจให้จดจ่ออยู่กับเรื่องที่ฟัง ซึ่งเป็นพื้นฐานการเตรียมความพร้อม ด้านการอ่านหนังสือ และปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็กไปพร้อมกัน

         นิทานสำหรับเด็กปฐมวัย       ความเหมาะสมของนิทานสำหรับเด็กปฐมวัยจำเป็นต้องคำนึงถึงความสนใจ การรับรู้และความสามารถตามวัยของเด็ก เป็นสำคัญ จึงยังเกิดประโยชน์ที่แท้จริงต่อการเรียนรู้ของเด็ก เด็กจะเริ่มรับรู้นิทาน จากภาพที่มองเห็นและเสียงที่ได้ยิน โดยรู้ความหมายไปทีละเล็กทีละน้อย จนสามารถเชื่อมโยงภาพ และคำบอกเล่าที่ได้ยิน ตลอดจนจดจำเนื้อหาและเรื่องราวต่างๆ ที่นำไปสู่การอ่านตัวหนังสือได้อย่างมีความหมายต่อไป

  
 เด็กอายุ 0 - 1 ป
               นิทานที่เหมาะสมในวัยนี้ ควรเป็นหนังสือภาพที่เป็นภาพเหมือนรูปสัตว์ ผัก ผลไม้ สิ่งของในชีวิตประจำวัน และเขียนเหมือนภาพของจริง มีสีสวยงาม ขนาดใหญ่ชัดเจน เป็นภาพเดี่ยวๆที่มีชีวิตชีวา ไม่ควรมีภาพหลัง หรือส่วนประกอบภาพที่รกรุงรัง รูปเล่มอาจทำด้วยผ้าหรือพลาสติก หนานุ่มให้เด็กหยิบเล่นได้
                เวลาเด็กดูหนังสือภาพ พ่อแม่ควรชี้ชวนให้ดูด้วยความรัก เด็กจะตอบสนองความรักของพ่อแม่ด้วยการแสดงความพอใจ ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและหนังสือภาพจึงส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกด้วย
               


เด็กอายุ 2 - 3 ปี
              เด็กแต่ละคนจะเริ่มชอบต่างกัน แล้วแต่สภาพแวดล้อมที่ถูกเลี้ยงดู การเลือกหนังสือนิทานที่เหมาะกับเด็กวัยนี้ ควรเป็นหนังสือนิทาน หรือหนังสือภาพที่เด็กสนใจ ไม่ควรบังคับให้เด็กดูแต่หนังสือที่พ่อแม่ต้องการให้อ่าน หนังสือที่เหมาะสม ควรเป็นภาพเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน สัตว์ สิ่งของ    เด็กเล็กในช่วงนี้ มีประสาทสัมผัสทางหูดีมาก หากมีประสบการณ์ด้านภาษา และเสียงที่ดีในวัยนี้ เด็กจะสามารถพัฒนาศักยภาพด้านภาษาและดนตรีได้ดี โดยเฉพาะช่วงอายุ 2 - 4 ปี เด็กมีความสนใจเสียงและภาษาที่มีจังหวะ เด็กบางคนจำหนังสือที่ชอบได้ทั้งเล่ม จำได้ทุกหน้า ทุกตัวอักษร เหมือนอ่านหนังสือออก เด็กอายุ 3 ปี มีจินตนาการสร้างสรรค์ อยากรู้อยากเห็น เข้าใจเรื่องเล่าง่ายๆ ชอบเรื่องซ้ำไปซ้ำมา ดังนั้น หากเด็กมีประสบการณ์ที่ดีในช่วงเวลานี้ จะเป็นพื้นฐานในการสร้างนิสัยรักการอ่าน ของเด็กในอนาคต
                                              
  เด็กอายุ 4 - 5 ปี
                เด็กวัยนี้มีจินตนาการสร้างสรรค์ อยากรู้อยากเห็นสิ่งรอบตัวเกี่ยวกับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมว่าสิ่งนี้มาจากไหน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ เริ่มเข้าใจความแตกต่างระหว่างความจริงกับเรื่องสมมุติ นิทานที่เหมาะสมกับเด็กวัยนี้ควรเป็นนิทานที่เป็นเรื่องที่ยาวขึ้น แต่เข้าใจง่าย ส่งเสริมจินตนาการ และอิงความจริงอยู่บ้าง เนื้อเรื่องสนุกสนานน่าติดตาม มีภาพประกอบที่มีสีสรรสดใสสวยงาม มีตัวอักษรบรรยายเนื้อเรื่องไม่มากเกินไป และมีขนาดใหญ่พอสมควรใช้ภาษาง่ายๆ การอ่านนิทานให้เด็กฟัง พร้อมกับชี้ชวนให้เด็กดูภาพ ในหนังสือประกอบ จะเป็นการสร้างจินตนาการ สร้างสรรค์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของพลังเรียนรู้จากการอ่านหนังสือ
                 หากเด็กพบว่าเด็กชอบหนังสือเล่มใดเป็นพิเศษ ก็จะให้พ่อแม่อ่านซ้ำไปมาทุกวันไม่เบื่อ ดังนั้นพ่อแม่ควรอดทนเพื่อลูก เด็กบางคนจำข้อความในหนังสือได้ทุกคำ แม้ว่าจะมีคำบรรยายยาว ได้ทั้งเล่ม ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากต่อพัฒนาการด้านภาษาของเด็ก